สาย...

posted on 30 Mar 2015 22:28 by deepdee
 
 
นนิทานก่อนนอนหลายเรื่อง มักพูดถึงสิ่งของที่ตอนแรกผู้ที่ครอบครองมันไม่เห็นค่า
แต่เมื่อหลุดลอยไปแล้วกลับเห็นคุณค่าที่แท้จริง อาจฟังดูเป็นเรื่องเกินจริง ชีวิตจริงมันจะมีพระดินที่ความจริงแล้วด้านในคือทองคำได้อย่างไร จะมีห่านที่ออกไข่เป็นทองคำจริงหรือ เเม้เเต่ดินสอไม้ที่ซ่อนทองคำไว้ภายใน
สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากจินตนาการ ตำนานล้วน ๆ ในละครหลายเรื่องก็เช่นกัน 
เด็กซ่อมซ่ออาศัยอยู่กับเเม่เลี้ยงใจร้าย ถูกเเม่เลี้ยงกดขี่ข่มเหงสารพัด สุดท้ายมารู้ทีหลังว่าเเท้จริงแล้วเด็กซ่อมซ่อคนนี้เป็นทายาทประจำตระกูลที่มีทรัพย์สินมหาศาล ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ดูยังไงก็เป็นเรื่องเกินจริง แต่น่าขันที่เรื่องแบบนี้หรือคล้าย ๆ ทำนองนี้มีอยู่จริง 
.......................................................................................
จริง ๆ แล้วเรื่องตลกร้ายพวกนี้อยู่รอบ ๆ ตัวเรานี่เอง เคยไหม๊ที่ของบางอย่างตอนอยู่ในมือเรา เราไม่เคยเห็นค่าแต่พอมันกำลังจะหลุดมือ หรือจากเราไปเท่านั้นแหละ คุณค่ามาจากไหนไม่รู้มากมายมหาศาล
น่าแปลกคุณค่าพวกนั้นมันมาจากไหนกัน มันมีค่าเพราะมันกำลังจะหลุดลอยไป หรือมันมีค่าอยู่เเล้วเพียงแต่เราเองที่ไม่เห็นค่ามัน 
ความเคยชินบางอย่างทำให้เราไม่ใส่ใจที่จะรักษามัน เราจะรู้ว่าเราต้องการอากาศก็ตอนที่เรากำลังจะตาย
เราจะเห็นคุณค่าของบางสิ่งก็ตอนที่มันเหลือน้อยเต็มที หรือจะไม่เหลือแล้ว 
บางคนอาจโชคดีหน่อยที่พอจะรักษามันไว้ทัน แต่น้อยคนนักที่จะโชคดีแบบนั้น
เกือบแทบทุกคนเห็นค่ามันในวันที่สายเสียแล้ว
ดังนั้น ประโยคที่บอกว่า "ไม่มีอะไรสายเกินไป" จึงใช้ไม่ได้กับทุกเรื่อง
เพราะบางอย่างมันก็มีเวลาของมัน ปลากระป๋องยังมีวันหมดอายุ ดอกไม้เบ่งบานในฤดูกาลโมงยามของมัน
และเหี่ยวเเห้งโรยราในที่สุด 
...............................................................................................
บางทีสิ่งที่เราคิดว่ามันยั่งยืน สิ่งที่เราเคยชินกับมันในวันนี้ หรือสิ่งที่มีมากมายจนเรามองไม่เห็นค่า ลืมคุณค่าที่มันมีอยู่ในตัวไป มันก็มีวันหมดอายุของมันเช่นกัน เมื่อถึงเวลานั้นต่อให้เรามีเงินสิบล้านหรือทำตัวดีเเค่ไหน
มันก็สายไปเสียแล้ว................
ของบางอย่างมันซ่อมและสร้างใหม่ได้ แต่บางอย่างเมื่อผุพังเสียแล้ว มันไม่มีวันซ่อมเเซมหรือสร้างขึ้นมาอีกได้
ไม่ใช่เเค่สิ่งของ หรือร่างกายเท่านั้นหรอก อารมณ์ ความรู้สึกก็เช่นกัน 
จำไว้ว่า............... เวลาไม่เคยเดินย้อนกลับ 
และคุณคงไม่โชคดีทุกครั้งหรอก 

edit @ 31 Mar 2015 23:03:45 by ##ขึ้นขน##

ร่องรอย...ความทรงจำ

posted on 21 Mar 2015 13:45 by deepdee
ไม่ว่า... จะสุขแค่ไหน 
ทุกข์เศร้าโศกเพียงไร
สิ่งที่หลงเหลือไว้มีเพียงแค่....ร่องรอย
ร่องรอยของความสุข ร่องรอยของน้ำตา (ความทุกข์) 
ร่องรอยพวกนี้เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ความทรงจำ"
 
#ล่ำลาอาทิตย์ตก
##อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา 
13.03.2015
จากตอนที่เเล้วนะครับ สาธยายมายืดยาวมาก
จริง ๆ อยากมีเเต่รูปเเล้วบรรยายนิดหน่อยเเต่
คือถ่ายรูปมาน้อย เดียวไปเที่ยวรอบหน้าจะเก็บภาพมาเยอะ ๆ
ต่อกันเลยนะครับ
................................................................................................
จากสถานีบ้านส้องนะครับ ตอนนี้ผมรู้เเล้วว่า บ้านส้องนี่อยู่จังหวัดสุราษฏร์ธานี
คนที่นี่ใจดีมาก ๆ ครับ ตั้งเเต่ร้านขายรองเท้า
ไปจนถึงร้านข้าวเเกง 
ผมสองคนเเวะกินข้าวเเกงครับ ราคา 40 บาท
รสชาติใช้ได้เลย (ไม่มีรูปอีกละ) เเถมยังมีผักเครื่องเคียง
ที่คุ้นหน้า ไม่คุ้นหน้า ที่พื้นบ้าน เเละหาได้ทั่วไป เยอะมากกกกก 
เเบบ 40 นี่คุ้มสุด ๆครับ 
จากที่กินข้าวกินปลาเส็จก็วางเเผนกันว่าจะไปขึ้นเรือที่กระบี่ ต่อไปเกาะพีพีครับ
(จริง ๆ คนวางเเผนคือเเฟนผม ผมไม่ได้ช่วยอะไรเล๊ยย)
..............................................................................................
หลังจากออกจากร้านข้าวเเกงก็เดินถามที่ ถามทางที่จะต่อรถ ไปเรื่อย
เดินมาประมาณโลกว่า ๆ ก็มานั่งพักหาข้อมูลหน้าธนาคารอะไรสักอย่าง(ลืม)
ก็บังเอิญเจอคุณลุงกับคุณป้าใจดีให้ติดรถไปลงที่ ที่รถประจำทางจะจอดซึ่งไกลพอสมควร
ผมนี่จดทะเบียนรถ ลุงกับป้าไว้ ทะเบียนคือ กบ 1833 สุราษฏร์ธานี 
อยากจะขอกราบขอบพระคุณคุณลุงคุณป้ามากจริง ๆ ครับ ขอบคุณครับ
..............................................................................................
หลังจากรอรถสักพัก รถก็มาเเว้ววว (ไม่มีรูปอีกหละ)
ครับ ค่ารถก็คนละ 130 บาท ลง บขส กระบี่ (ต้องเดินเข้าไปประมาณ700เมตรถึงจะถึงท่ารถ)
นั่ง ๆ  นอน ๆ มาบนรถครับ หลับ ๆ ตืน ๆ ด้วยความเพลีย
ประมาณ ชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงทางเข้าท่ารถ เเล้วเดินต่อเข้าไป
พอถึงท่ารถ พนักงานเรียกลูกค้าก็มาทาบทาม ถามไถ่ ว่าจะไปไหน
ผมนี่ได้เเต่ส่ายหน้า ไม่ไปครับ ไม่ไปครับ 
.............................................................................................
ครับ พวกเราพักตัดสินใจหาข้อมูลกันสักพักใหญ่ ๆ (ซึ่งคนหาข้อมูลวางเเผนก็คือเเฟนอีกตามเคย)
หลังจากไปถามค่ารถไปท่าเรือ ดูเเผนที่ท่าเรือ เสิร์ชหาข้อมูล 
ตกลงกันว่าจะไปไหน ตอนเเรกลังเลครับว่าจะไปไหนดี ตรัง หรือ พีพี 
สุดท้ายก็ตัดสินใจไปพีพีครับ เเต่!!!! ทุกอย่างไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดครับ 
......................................................................................................
สิ่งที่ไม่ง่ายคือ จากขนส่งกระบี่ ไปท่าเรือตรง อบจ. ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร 
ถ้าเดินนี่คือขาลาก ค่ารถสองเเถวก็คนละ 100 ค่า พี่วินมอไซค์ก็ 100 บาท 
พวกเราสองคนเลยนั่งคิดอยู่สักพัก ก็ตัดสินใจเดินครับ ห๊ะ!! นั่นเเหละครับ
เพราะต้องการประหยัดเงินครับ (ออกเเนวงก เเล้วทรมานตัวเอง)
ครับ เเต่เราก็ยังพอมีโชคอยู่บ้าง คือระหว่างที่เดินอยู่นั้นนะครับ 
มีลุงมอไซค์คนนึงขับเข้ามาถามว่าจะไปไหน ผมเลยหันไปหาเเฟนว่าไปไหน?
ก็บอกไป เทศบาล พอถามราคาลุง ลุงบอก คนละ 60 บาท ครับ ดี๊ดี :) 
...................................................................................................
พอขึ้นรถคุณลุงวินที่ว่า ลุงก็บิดเเบบเเว๊นเลยทีเดียว เเบบลุ้นมากครับ 
เเต่ก็สนุกดี พอถึงเทศบาลก็เดินหาเซเว่นเพื่อตุนอาหารครับ 
อย่างที่บอกคือพวกผมเน้นเที่ยวเเบบประหยัดระหว่างหาเซเว่น
ผมก็หาท่าเรือไปด้วย หาจากเเอพมือถือครับ google map เเนะนำว่าดีเริสสส 
....................................................................................................
ถึงเซเว่นปุ๊ปก็ตุนอาหาร เเละพร้อมหอบหิ้วขึ้นเเรอ เเต่ช้าเเต่ ... 
ท่าเรือ อบจ. กระบี่นั้นนะครับ ห่างจากเซเว่นที่ผมอยู่ประมาณ 2 กิโลครับ 
หลังจากที่หยุดคิดกัน 5 วิ พวกผมก็ตัดสินใจ เดินครับ !!!! 
ผมพึ่งรู้ครับว่าการเดินตากเเดดนี่ไม่ใช่เล่น ๆ 555 
เเต่ก็สนุกดีอีกครับ ได้เห็นบ้านเรือน ของคนเเถวนั้น 
หลงทางก็ถาม เเละใช้ เเอพ เเอพช่วยชีวิตไว้เยอะมากก
.............................................................................................
พอเดินมาถึง อบจ. จังหวัดกระบี่ เเฟนผม (ขออนุญาติเรียกว่าคนข้างๆ)
ครับ คนข้างๆ เขาก็ไปถ่ายรูปป้าย เเบบ เหนื่อยมากครับ เหงื่อท่วมตัว กันเลยทีเดียว
เมื่อถึงท่าเรือพวกเราสองคนก็เดิน ๆ ไปซือตั๋วครับ 
เดินไปลึกๆเลยนะครับ จะเป็นพนักงานของ อบจ. ไม่ใช่บริษัททัวร์ซึ่งราคาก็ไม่เเพงเท่าไหร่
ปกติราคาอยู่ที่คนละ 400 บาทครับ ถ้าบอกว่ามาหาญาติ หรือรู้จักคนบนเกาะ เขาจะลดให้เหลือ 200 
(เเต่โกหกไม่ดีนะครับ) 
............................................................................................
อ๋อ มีเรื่องเล่าตอนซื้อตั๋วนิดนึงครับ 
ตอนเดินเข้าไปจะซื้อตั๋ว 
พี่เขาก็ถามเสียงดุ ๆ ว่า "น้องจะไปไหน!!" 
เล่นเอาผมสดุ้งเลย 
เเล้วผมก็ไม่ตอบเพราะรอคนข้าง ๆ 
เขาก็ถามหน้าตาดุ ๆ ว่า "น้องจะไปไหน ตกลงจะไปไหน"
เเบบดุมากก ตอนเเรกกะว่าจะเดินหนีไม่ซื้อเเล้วเเต่
พอคนข้าง ๆ ผมเดินมาบอกว่าจะไปพีพี เเล้วใช้ไหวพริบ นิดหน่อย
(คือบอกอีกว่าโกหกไม่ดีนะครับไม่เเนะนำ)
เขาก็คุยดีมากกกกก เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ
คือคนข้าง ๆ ผม เขาเอาบัตรสังกัดที่ทำงานเขาให้พนักงานขายตั๋วดูหนะครับ
เเล้วก็ พลิกเเพลงคำพูดนิดหน่อย ^^" พนักงานก็คุยเปลี่ยนไปเลย เชิญครับอะไรประมาณนี้
(ขอย้ำ!! โกหกไม่ดีนะครับ นี่ยังรู้สึกผิดมาจนถึงทุกวันนี้ ไม่ทำอีกครับ)
พอขึ้นเรือก็มาคุยกันว่า พนักงานขายตั๋วไม่เห็นเขาต้องโมโหใส่เราเลย
เขาหน้าจะพูดกับเราดี ๆ ไม่เห็นต้องมาใส่อารมณ์เลย
เเต่ก็ช่างเขาเถอะเนาะ ใครไปก็ระวังด้วยนะครับ
.......................................................................................
เเล้วก็ได้ขึ้นเรือเเล้ว มุ่งหน้าสู่ เกาะ พีพี
 
 
บนเรือนะครับ ชาวต่างชาติก็ประมาณ 90% คนไทยไม่ค่อยมีเลย 
เเละ ในเรือไม่ค่อยมีคนนั่งเลยยกเว้นพวกที่เข้าไปหลับ
ส่วนใหญ่จะมานั่งข้างนอกกัน ดูวิว ดูฟ้า ดูน้ำ ดูเกาะ 

 
 
วันนั้นน้ำทะเลสีน้ำเงินอมเขียว เข้ม ๆ  ท้องฟ้าก็ดูใส ๆ 
มองออกไปก็เห็นเส้นขอบฟ้า ฟ้าเเตะกับน้ำ 
สุดลูกหูลูกตา,,,,,,,........................................
 
 
 
.....................................................................................................................
ยังไม่ถึง พีพีนะ เดียวมาต่อ.... 
 

edit @ 19 Mar 2015 18:31:25 by ไม่มีชื่อ...ไม่นิยาม